เยาวชนไทยกับนานาภัยเสี่ยง (๑) ทุกข์ในครอบครัวสมัยใหม่
สภาพครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงทำให้แบบแผนการเลี้ยงดูลูกเปลี่ยนตามไปด้วย ทุกวันนี้พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้เลี้ยงลูกเองอีกต่อไปแล้ว เพราะไม่มีเวลา จึงมักนำลูกไปให้คนอื่น ซึ่งเป็นคนนอกครอบครัวเลี้ยงดูมากขึ้นจากการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า เด็กอายุ ๓-๕ ปี ซึ่งถือว่ายังเป็นเด็กเล็กเกินกว่าจะเข้าสู่ระบบโรงเรียน ได้รับการเลี้ยงดูจากสถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียน ถึงร้อยละ ๕๓.๓ ส่วนเด็กวัยเดียวกันที่อยู่ในอ้อมอกพ่อแม่มีเพียง ร้อยละ ๒๘.๖
การสำรวจโดยนิตยสาร เรียล แพเรนทิง (Real Parenting) ในปี ๒๕๔๙ ยืนยันข้อค้นพบดังกล่าว โดยได้ทำการสำรวจพ่อแม่วัย ๒๑-๔๐ ปี ในกรุงเทพฯ ที่มีลูกวัย ๒-๑๒ ปี พบว่ามีพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกเองเพียง ร้อยละ ๓๐.๒ หรือไม่ ถึง ๑ ใน ๓ ในสภาพเช่นนี้ จำนวนเด็กปฐมวัยที่ต้องผละออกจากอกพ่อแม่ก่อนวัยอันควร โดยถูกส่งไปเลี้ยงดูในโรงเรียนระดับก่อนประถมศึกษาจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ ๓๙.๓ ในปี ๒๕๓๕ เป็นร้อยละ ๗๕.๐ ในปี ๒๕๔๙
จากการที่พ่อแม่ไม่มีเวลาใกล้ชิดดูแลลูก จึงต้องนำลูกเข้าสู่สถานศึกษา หรือสถานรับเลี้ยงเด็กเพื่อให้ครูเป็นผู้ดูแลในช่วงเวลาที่พ่อแม่ไปทำงาน ทั้งๆ ที่ปัญหาศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่ไม่ได้มาตรฐานยังเป็นเรื่องที่แก้ไม่ตกในสังคมไทย ยิ่งไปกว่านั้นการที่เด็กตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่มีความผูกพันทางจิตวิญญาณเหมือนเช่นพ่อแม่หรือญาติแท้ๆ ได้ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและเชาวน์ปัญญา
ข้อมูลจากรายงานสุขภาพคนไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ ชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมาเด็กเล็กวัย ๐-๔ ปี หรือ "เด็กปฐมวัย" ที่ด้อยโอกาสนั้นถูกมองข้ามยิ่งกว่าเด็กกลุ่มใดๆ เห็นได้จากการสำรวจสถานการณ์เด็กในประเทศไทยปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า เด็กที่มีพ่อแม่ป่วยเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยบั่นทองโอกาสที่เด็กผู้นั้นจะได้รับการพัฒนาการด้านร่างกาย และจิตใจอย่างเหมาะสมแก่วัย และความมั่นคงในชีวิตนั้น เป็นเด็กวัย ๐-๔ ปีมากกว่าเด็กวัย ๕-๙ ปีเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อการสำรวจครั้งนี้ทำการสาวลึกต่อไปถึงเรื่องความช่วยเหลือที่ให้กับเด็กกำพร้าและเด็กที่มีพ่อแม่ป่วยเรื้อรัง พบว่าการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กเล็กมีสัดส่วนน้อยกว่าเด็กโตในทุกด้าน กล่าวคือ เด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเด็กกำพร้า จากการที่พ่อแม่หรือคนที่เลี้ยงดูป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ที่อยู่ในวัย ๐-๔ ปี ได้รับความช่วยเหลือในด้านใดด้านหนึ่งเพียงร้อยละ ๑๕ ขณะที่เด็กกลุ่มโตกว่าที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันได้รับความร้อยละ ๒๖
